วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จับขโมยได้แล้ว!!!


จับขโมยได้แล้ว!!!
พวกคนพาลได้ ใส่ความพระอาจารย์อย่างร้ายแรง ไม่เว้นแม้กระทั่งหาว่า พระอาจารย์ยักยอกเงินของมูลนิธิไปใช้ส่วนตัว ทั้งๆที่เห็นกันอยู่เต็มตาว่า พระอาจารย์มีแต่ให้ ๆๆ และเสียสละๆๆตลอด พวกเขาใส่ความทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกนั่นแหละว่า พระอาจารย์ไม่ได้ทำผิดอะไรอย่างที่กล่าวหาสักเรื่อง เหตุผลก็คือ ก็พวกเขาจะเอาซะอย่าง ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา ใครจะทำไม !
            สุดท้ายพวกเขาก็หางโผล่ เรื่องที่พวกเขาใส่ความพระอาจารย์ไว้ทั้งหลายแหล่นั้น สุดท้ายพวกเขาก็ทำมันเองทั้งสิ้น (เพราะมันอยู่ในหัวพวกเขานั่นแหละ) รวมถึงเรื่องทุจริตคดโกงเงินทองของมูลนิธิ พวกเขาก็ทำได้อย่างไม่ละอายสักนิด พวกเขายักยอกเงินทองของทำบุญไปมากมาย ไม่เว้นแม้แต่ “เงินทุนจดทะเบียน”ของมูลนิธิ (ที่พระอาจารย์หามาให้ไว้แต่ต้น) ซึ่งมีข้อมูลหลักฐานในเรื่องนี้อย่างชัดแจ้งบริบูรณ์ บัดนี้พระอาจารย์ได้ดำเนินการฟ้องร้องพวกมูลนิธิ  ในข้อหา “ยักยอก” แล้ว พวกมูลนิธิได้ติดคุกหัวโตแน่งานนี้และ          ถ้าผู้ยักยอกเป็นพระก็ต้องเป็นอาบัติปาราชิกด้วยอีก 1 สถานครับท่าน
          ฉะนั้น ชาวสุวรรณโคมคำและชาวพุทธทั้งหลาย อย่าได้หลงเชื่อภาพ (โกหก) สวยๆที่พวกมูลนิธิเขารังสรรค์ปั้นแต่งมาโกหกพวกท่านนะครับ พวกมูลนิธิเก่งแต่แต่งเรื่องและสร้างภาพ (เท็จ) ขึ้นอินเตอร์เน็ต (คนห่มผ้าเหลืองตัวหัวหน้าปัจจุบันของเขาน่ะ ไม่ชำนาญวิชชาสุวรรณโคมคำหรอก แต่แต่งภาพปลอมแปลงภาพขึ้นเน็ตละเก่งสุดๆ ขอเรียนสร้างภาพกับเขาได้ เขาเคยเปิดคอร์สสอนเทคนิคการสร้างภาพ ปลอมแปลงภาพในคอมฯแล้วด้วยนะ) หลอกเงินชาวพุทธไปใส่ปากใส่ท้องตน อย่างไม่ละอาย แต่งภาพธรรมสถาน ฯลฯ ขึ้นเน็ตซะสวยหรู (หลอกคน) แต่แท้จริงแล้วความจริงกลับเป็นตรงกันข้ามคือเป็น ธรรมสถานร้าง ไม่มีพระและไม่มีฆราวาสอยู่ซักคน ไม่มีแม้แต่สุนัขหรือแมวซักตัวอยู่เลยนานมากแล้ว แม้แต่ตลอดในพรรษานี้และขณะนี้ก็ไม่มีเลย ปิดถนน........ทิ้งร้าง........มาเนิ่นนานนนนน.............หนักหนาแล้ว
            พวกมูลนิธิอ้างแต่ว่า มาร่วมทำบุญกัน ๆ บริจาคเงินกัน ๆ เอาไปสนับสนุนมูลนิธิและ       ธรรมสถาน จะได้ได้บุญร่วมกันเร็ว ๆ ไว ๆ ทำบุญกันเข้า ธรรมสถานที่รุ่งเรืองของชาวเรา เท็จทั้งสิ้น !
“ นี่แค่ธรรมสถานที่มองเห็นได้ง่าย ๆ ด้วยตา
ยังกล้าโกหกหลอกลวงกันซะขนาดนี้
ถ้าเป็นเนื้อหาวิชชา ฯลฯ ที่เข้าใจและมองเห็นได้ยากแล้ว
จะโกหกหลอกลวงปลอมปนเอาไสยเวทย์มนต์ดำและอวิชชา
ไปหลอกสอนหลอกขาย(ในนามสุวรรณโคมคำ)กันขนาดไหน    คิดดูเถิดพี่น้อง !
ยังมีอีกหลายคดีที่พระอาจารย์กำลังทยอยยื่นฟ้องพวกมูลนิธิอยู่ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นความจริงและรักษาประโยชน์ส่วนรวมไว้ให้พวกเราทั้งหลาย ก็ “กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมตอบสนอง” ครับ งานนี้พวกมูลนิธิได้ติดคุกหัวโตแน่ครับ ไม่ต้องห่วง
พระอาจารย์ท่านก็ยังเคยปรารภถึงกลอนของศรีปราชญ์ ที่ว่า
“ธรณีนี่นี้เป็นพยาน  เราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหารเราชอบ               เราบ่ผิด ท่านมาล้าง ดาบนั้นคืนสนอง”
            พระอาจารย์ท่านก็พูดแบบปลงๆ ทำนองว่า พวกมูลนิธิโดนกรรมสนองแน่แท้ พวกเขาก่อกรรมกันไว้หนักหนาสาหัสนัก แล้วยังไม่สำนึก ไม่แก้ไข ทั้งๆที่ก็ให้โอกาสกลับตัวกลับใจกันนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว อาตมาก็ไม่รู้จะช่วยพวกเขาอย่างไรได้แล้วละ

งานนี้ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกฎหมายและกฎแห่งกรรมละครับ ท่านผู้ชมมมม.......

หมายเหตุ  : - แต่งภาพสร้างภาพเท็จในคอมฯขึ้นเน็ต ขอเรียนกับคนห่มเหลืองตัวหัวหน้าปัจจุบัน
เขาได้  เขาชำนาญ+ถนัดนัก แต่อย่าถามเรื่องวิชชาสุวรรณโคมคำลึกๆนะครับ
เขาไม่รู้ไม่เป็นหรอก  (เขาไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าสุวรรณโคมคำมีจริง)
                  - เรื่องไสยเวทย์มนต์ดำ ขอเรียนกับนางปูดำได้เลย เธอชำนาญสุดๆ ทุกวันนี้ก็ใช้  
                     ครอบงำทำใส่พวกมูลนิธิและผู้เรียนอยู่แล้วนั่นแหละ(เธอถนัดมากกกกกก)
               

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ลงขันฆ่าปราณีอยู่ที่ศูนย์ 1


วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554
  
จิตมนุษย์เรานั้นมีลักษณะหลากหลายประการแต่มนุษย์เรานั้นที่พยายามเพิกถอน ความยึดมั้นถือมั่นก็มีมากอยู่มากโข การที่มนุษย์ผู้มีจิตที่งอกงามได้นั้นก็ต้องมีความพากเพียรพยายามละและตัด มันออกจาก ขันธสันดาน แต่ก็มีอีกมุมหนึ่งเป็นเรื่องราวของศิษย์ที่พยายามโค่นอาจารย์ของตนเองเพราะ หัวจิตหัวใจของผู้ที่กระทำนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยกิเลสตัณหา สิ่งที่ตัดยากที่สุด คือ ตัวที่เรียกว่า ตัณหา คือ ความอยาก และความโลภโมโทสันนั้นเอง อนึ่งจิตที่มีความโลภ นั้นย่อมมีทุกคนไม่ว่าจะเป็นมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย อันนั้นเราก็ต้องยอมรับเลยว่าความโลภนั้นมีอิทธิพลในตัวมนุษย์สูงมากเพราะ การที่จะได้ในสิ่งที่ตนพยายามใขว่ขว้านั้นเป็นสิ่งเป็น กุศล และ อกุศล การที่มนุษย์จะกระทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีจิตใจ ที่อำมหิตเกินมนุษย์ได้ เข้ามาสิงสู่ในจิตใจของมนุษย์ผู้มีจิตโลภ อันหาค่าประมาณมิได้ การที่มนุษย์เรานั้น การกระดังกล่าวนั้นผู้เขียนก็พยายามจะเล่าให้เป็นลักษณะนิทานดีกว่านะ เพราะว่าจะได้ไม่มีปัญหาและไม่เสียดสีผู้อื่นจนมากเกินไป เพราะมนุษย์ผู้มีจิตโลภนั้นนำไปสู่ทำทุกอย่างเพื่อเงิน เพราะความจนมันบีบบังคับให้พวกเขาทำอย่างนั้น และถูกตรีตรา ว่า คนจน และนามสกุลก็ดังคับฟ้าจะมาทำตัวกิ๊กก๊อกได้อย่างไร จึงจำต้องทำทุกอย่างเพื่อเงินเพื่อลบคำเหล่านั้นให้ได้http://www.youtube.com/watch?v=SNxx32Jho0c&feature=related เงิน ๆๆ สำคัญใฉนกันหนอ จะปล้นดีใหม เอ๊ะ ! กริ่นเกรงจังเลยว่าจะผิดศีลข้อที่ 2 ข้อลักทรัพย์(ฮ่าๆ) ทำยังไงกันดีหนอ เราจะต้องรวมหัวรวมศรีษะกันดีกว่า เพราะถ้าคิดคนเดียวก็อาจจะพลาดได้เพราะถ้าผิดพลาดอาจโดนประนามได้เพราะเรา มันผู้ทรงฤทธิ์ทรงฌานไม่ได้เราต้องมือสะอาดที่สุด ต้องหาแพะ หมาแมว มารับผิดแทนดีก่า เราจะได้เป็นผู้ประเสริฐ เพราะเท่าที่สำรวจตรวจตราแล้ว (จิตใจผู้นำการกบฎเริ่มต้น) โดยการหาคนที่จะมารับใช้และสามารถให้ประโยชน์ได้ต้องเล็งและจับยามรอจังหวะ เข้าซาร์จ ตัวโดยการประกบเป็นรายบุคคลไปตีสนิทเพื่อให้เหยื่อตายใจ หยอดคำหวานวันละนิดไส่ร้ายอาจารย์วันละหน่อย และแจกตระกรุดบ้าง ของขลังบ้างใส่ มนต์ดำลงไปมากๆเหยื่อจะได้หลงใหลแสดงว่าเป็นมารเต็มตัว พอได้กลุ่มและผู้ที่ได้รับผลประโยชน์รวมตัวกัน ความดีที่ลดปริมาณลงของพวกเขาจึงเริ่มต้นขึ้น

   
1. ต้องหาคนสำคัญและมีฐานะ จนที่สุดแล้ะมีปัญหามากที่สุด  (เจาะจงหมายหัว)จึงเริ่มขึ้น โดยการวางนโยบายล้ม บัลลังค์ โดยการเสนอผลประโยชน์ในการล้มช้างตัวดื้อตัวนี้ให้จงได้ ดังนั้นการก่อการร้ายจึงเกิดขึ้นโดยการยื่นข้อเสนอราคาแพงให้กับคนที่มีความ โลภ อยู่ในดวงใจ และกล่อมให้บุคคลที่เกลียดหัวหน้าแกนนำคนสำคัญ โดยการโบ้ยความผิดทั้งหมดแม้ กระทั้งผิดจารีตผิดศีลธรรมก็ยอมเพราะที่ทำลงไำปนั้นก็เพราะเงิน ตัวเดียว เพราะเงินคือ ปัจจัยในการดำเนินชีวิต ผู้ที่ได้ข้อเสนอนั้นก็ยอมรับว่า ทำเพื่อเงิน นรก สวรรค์ฉันไม่รู้แต่สิ่งใดได้เงินฉันก็จะทำ การกระทำดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ที่มีจิตใจมืดบอดทำลายแม้กระทั้งผู้ที่มีบุญ คุณ การกระทำดังกล่าวนั้นถ้าไม่เลว ทำไม่ได้นะ เพราะคนที่มีจิตสำนึกนั้นย่อมที่จะเอะใจเล็กน้อย อย่างน้อยก็นึกถึงบุญคุณก็ยังดี การกระทำดังกล่าวเพราะเงินตัวเดียวเพราะเงินในความคิดของเขาเงินคือพระเจ้า เงินก็ทำให้ครอบครัวแตกแยกได้เพราะถ้าเราไม่สามารถควบคุมจิตใจ เรามีหน้าที่ไช้เงิน เราต้องควบคุมเงิน อย่าให้เงินมามีอำนาจต่อเราและครอบครัว ดังนั้นความจนเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เราแยกแยะไม่ออกว่า ความดี-ความเลวเป็นอย่างไร เพราะการที่เราไม่สามารถควบคุมจิตใจแล้วละก็ มีนรกเป็นที่ไปแน่นอน การกระทำของศิษย์ผู้เนรคุณต่อครูบาอาจารย์นั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่เพราะการกระทำ ที่เห็นเงินมากกว่าคำว่า กตัญญู มีความโลภที่เกาะกุมในหัวใจ ทะยานอยากได้ใคร่มีเหมือนปุถุชนทั่วไปดังนั้นจะทำอยากไร ? ล่ะจึงจะประสบผลสำเร็จในการกำจัดอาจารย์แล้วขึ้นมาเป็นใหญ่เสียเอง

 

   2. จะต้องทำอย่างจะให้คนเขามาศรัทธามากที่สุด อันนี้ถ้าไม่เก่งจริงทำไม่ได้ประการแรกต้องมี วิชาอาคมที่ทำให้คนหลงใหล ถ้านึกไม่ออกให้ฟังเพลงเอา
 http://www.youtube.com/watch?v=ny43zFochi8     เพราะเพลงเป็นอวิชชา ไม่ไช่เสียงธรรมกล่อมจิตใจ ดังนั้นต้องแสดงความจริงใจโดยการแจกกันก่อนเลย 

     
  
http://3.bp.blogspot.com/-WU4PIDoZ014/TszrUc5WCTI/AAAAAAAAAqc/tEBDUN9mSgo/s320/23112011617.jpg 
http://2.bp.blogspot.com/-ngzfxA3LSDI/TszroYmDzJI/AAAAAAAAAq0/51RPZ2OsMFw/s320/23112011620.jpg 

   
และ 3.ทำทุกวิธีที่จะทำได้เพื่อกลบเกลื่อนความผิด  ที่พวกหมู่ของตนได้สร้างเอาไว้ เพราะการกระทำที่อุอาจของเหล่าพญามารผมขาว ที่ครอบงำมนุษย์ผู้มีจิตใจอันบริสุทธิ์ การกระทำดังกล่าวดังในภาพนั้น เป็นบทพิสูจน์แล้วว่าเป็นการกระทำที่มาเพื่อทำลายล้่างความดี เพราะพวกคนเหล่านี้ไม่มีสำนึกในบุญคุณของบูรพาจารย์ เป็นการกระทำที่ทำลายแม้กระทั้งบูรพาจารย์การกระกระทำอย่างที่เห็นในภาพนั้น เป็นการลบหลู่ดูหมิ่นบูรพาจารย์อย่างแรงต้องถามว่านี่เป็นหัวใจของคนหรือ มนุษย์อยู่หรือปล่าว

 



-h� t a �_� � 5pt;background:gold'>ความกตัญญูเป็นเคื่องหมายของคนดี การที่คนเรานั้นปราศจากความดีมันก็ไม่เหลือดีเพราะความดีมันไม่มีในหัวใจของคนที่ มีหัวใจที่มีปิศาจ สิงสู่ในดวงใจ การกตัญญูต่อบูรพาจารย์ก็เช่นเดียวกันเป็นการกระทำที่เหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำควรคำนึงและเป็นเรื่องที่เหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำ ควรจะกระทำอย่างยิ่งยวด แต่ที่สงสัยเป็นอย่างแรงก็อยากจะถามจังเลยว่า สื่อบูรพาจารย์โน้นๆนี่ๆ ได้ทำไม่จึงไม่กระการสักการะ บูรพาจารย์ ซึ่งเป็นที่เคารพยิ่งของชาวสุวรรณโคมคำล่ะครับเพราะ เหล่า มสค. ได้ทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว แล้วทำไมไม่สักการะ บูรพาจารย์ประจำปี 2554 ล่ะ เพราะเหตุไรเหรอจึงไม่กระทำ จะบอกว่าฉันจะไหว้ 13- 15 มกราคม 2555 มันข้ามไปปีหนึ่ง เหตุนี้จำต้องสงสัยจริงๆ ว่าพวกคุณกำลังเล่นตลกอะไร กับบูรพาจารย์ แล้วไหว้ครู ปี 2554ทำไมไม่จัด หรือยังได้เงินไม่ได้ตามเป้า ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นลักษณะใด คุณก็คือผู้ที่ "กตัญญู ต่อบูรพาจารย์" อยู่ดี
� r ' �_� � tyle='mso-spacerun:yes'> นี่เป็นคำสารภาพจากกรรมการมูลนิธิบางคนที่ทนเห็นพฤติกรรมชั่วร้ายของอาจารย์ ป. ไม่ได้อีกต่อไป จึงออกมาเปิดเผยข้อมูล
คอยดูผลงานกันว่า เงินทำบุญเหล่านั้นจะได้ ตกถึงธรรมสถานสุวรรณาภา บ้างใหม ?
หรือจะเอาไปแบ่งปันบำรุงบำเรอกัน ในกรุงเทพหมดอีก เพราะเงินของท่านคือความสุขกรรมการมูลนิธิ ถ้าเรื่องนี้เป็นจริงคอยดูเถิดพวกมูลนิธิเขาจะต้องชักชวนทำบุญโน้น นี่ (มีมุข)มาชวนทำบุญ กับอีกหลายๆแห่ง  ในหลายๆ เรื่องเพื่อหาเงินมาแบ่งสนองกิเลส โดยไม่จำเป็นต้องมีผลงานให้เห็นเพราะอ้างว่าเอาเงินไปทำบุญที่อืนแล้ว แล้วที่เคยกล่าวซะสวยหรูไว้ว่า “พวกเขาเข้ามาเพื่อขจัดคน(พระ)ชั่ว รวมทั้งปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวมและปกป้องส่งเสริมมูลนิธิกับธรรมสถานให้รุ่งเรืองสืบไป” แท้จริงก็เป็นเพียงข้ออ้างนะสิ ! ที่จริงแล้วเข้ามาเพื่อฮุบส่วนรวมไปสนองอำนาจและผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องไช่ใหม
         






ตอนนี้คดีความต่างๆดำเนินไปถึงใหนแล้ว ?
เดิมทีพระอาจารย์(ฟ้องร้องไว้) เบื้องต้น 5 คดีเพื่อให้ศาลไต่สวนและตัดสิน หากกระบวนการดำเนินไปได้ด้วยดีและจบลงอย่างกระจ่าง ชัด ก็จะเป็น เป็นการทำเรื่องต่างๆให้ชัดเจน และนำความสุขสันติมาสู่สุวรรณโคมคำอีกครั้งหนึ่งได้ในที่สุด แต่ต่อมากลับปรากฏว่า พวกแก๊งคนพาลนั้นได้ส่งคน ไปติดตาม กลั่นแกล้ง ปั่นป่วน ทำลาย ขัดขวางพระอาจารย์ในที่ต่างๆเช่นสถานที่ ที่ท่านไปปฏิบัติกรรมฐานฯลฯ โดยอ้างชื่อพระเถระใน กทม.ฯลฯ ไปขัดขวางข่มขู่พระสงฆ์ในท้องถิ่นนั้นๆเพื่อพยามให้ ยุติกระบวนการในศาลเสียเมื่อเป็นดังนั้นก็จำเป็นจะต้องฟ้องร้องคดีเพิ่มขึ้นอีกเพื่อใต่สวนหาความจริงให้ครบถ้วนให้จงได้  โดยไม่ย่อท้อต่ออำนาจอิทธพลและภัยพาลใดๆ จึงได้ฟ้องร้องเพิ่มขึ้นอีก 3 คดี รวมเป็น 8 คดีโดยแบ่ง โดยแบ่งจำเลยออกเป็น  4 กลุ่มดังนี้ คือ
1. ผู้ไปกล่าวร้ายพระอาจารย์ที่ วัดยานฯ จำนวน 2 คน
2 . กรรมการมูลนิธิ จำนวน  6 รูป/คน
3 . พระสงฆ์วัดยานฯที่ร่วมกันใส่ร้ายพระอาจารย์ จำนวน 2 รูป
4 . มูลนิธิ ถูกช่างที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ฟ้องร้อง

หมายเหตุ: โดยคดีแรกๆยังไม่ได้เริ่มการไต่สวน(ถูกเลื่อนออกไปก่อน)เพราะจำเลยอ้างว่าเขาหาทนายไม่ได้ฯลฯ

เรื่องย่ายิ้ม


จากที่มีข่าวกระจายมาทางอินเตอร์เนตดังข้อความข้างบนนั้น
ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่เกิดความสงสัยต่อเรื่องดังกล่าว จึงขึ้นไปตามล่าหาความจริง

เรื่องย่ายิ้ม
               หญิงชราที่ผูกพันกับผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ ย่ายิ้มย้ายเข้าไปอยู่ในหุบเขาที่แวดล้อมด้วยต้นไม้นานาชนิดคนเดียวกลางป่าลึกเกือบ 20 ปี มาแล้ว ข้าพเจ้าสงสัยว่าอะไรเป็น สิ่งดลจิตของเธอที่ทำให้เธอสร้างฝายขึ้นมา ทีละฝาย ๆ ได้มากมาย ประมาณ ปีละฝาย  รวมแล้วประมาณ 14 ฝาย ซึ่งบ้านที่เธออาศัยอยู่ อยู่ลึกเข้าไปมากมายเป็นที่น่าสนใจไม่น้อย กับความสมถะและความชราที่รู้คุณแผ่นดิน  เธอเล่าว่า วันหนึ่ง เธอได้ดูพระราชดำรัสของในหลวงเรื่องผืนป่า การกั้นน้ำไว้ใช้ การสร้างฝ้ายเพื่อให้ใครก็ได้ ได้ประโยชน์ สัตว์ คนที่เดินผ่าน หรือต้นไม้ เป็นที่น่ายินดีที่เธอสร้างมานานจนได้ถึง11ฝายแล้วในปลายปี 2553 ก่อนที่รายการคนค้นคนจะไปพบเธอเข้าในกลางปี แล้วผลิตรายการช่วงปลายปี
              
 พระอาจารย์เคยเล่าว่า พอถึงวันโกน เธอจะต้องเดินผ่านป่าเขาบนหนทางขรุขระเป็นระยะทางถึง 7 กิโลเมตร เพื่อจะมาทำวัตรสวดมนต์ ถือศีลที่ธรรมสถานสุวรรณาภาอันเป็นสถานที่ปฏิบัติใกล้ ใกล้บ้านเธอที่สุด เธอเดินมาอย่างนี้ ตั้งแต่เริ่มแรกก่อตั้งธรรมสถาน และรู้จักกันดีในนามย่ายิ้ม หญิงชราใจดีจอมทรหด ไม่เพียงแต่เท่านั้น เธอยังเดินขึ้นเขาไปกับศิษย์สุวรรณโคมคำเพื่อไปสักการะบูชาบูรพาจารย์องค์ สำคัญต่างๆ ด้วย การเดินทางของคณะศิษย์เพื่อไปร่วมบุญกับพระอาจารย์มีมาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปลายปี 2553 ที่ได้เกิดความไม่เข้ากันใจระหว่าง ศิษย์บางกลุ่ม กับพระอาจารย์ขึ้น การเดินทางเพื่อไปปฏิบัติธรรมต่างๆจึงหยุดชะงักลงเป็นอันมาก 
ทางเดินไปมาระหว่าง บ้านย่ายิ้มกับหุบเขาสุวรรณโคมคำ ไม่ใช่ธรรมดา เรียกได้ว่า ถ้าเอารถดี ๆ ขึ้นไปหาย่ายิ้ม ก็พังหมด เพราะทางมันสุดแสนวิบากรถอีแต๋นเป็นรถที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทางไปหาย่ายิ้ม หลังจากข่าวย่ายิ้มได้ออกผ่านหน้าจอโทรทัศน์ และ youtube แล้ว ย่ายิ้ม ก็มีคนจากทั่วสารทิศ ไปหา เพราะอยากไปเยี่ยมเยือนสนทนา ย่ายิ้มมีฝันที่จะสร้างศาลากัมมัฎฐานเล็กๆหรืออะไรก็ได้ที่เธอต้องการทำผู้คนก็จะร่วมมือ  ซึ่งเรืองนี้ก็เป็นที่น่ายินดี
พระอาจารย์ส่งลูกศิษย์ไปขู่ฆ่าย่ายิ้มจริงหรือ หรือเป็นการปล่อยข่าวลวงโลก
เพื่อแก้ต่างเรื่องย่ายิ้มไม่ยอมลงมาถือศีลในสุวรรณาภา แถมเป็นการป้ายสีพระอาจารย์ได้ง่ายๆอีกทางหนึ่ง  ?
หลังจากนั้น เมื่อย่ายิ้มได้รับเชิญไปที่ไหน ๆ ก็ตาม จะมีคนคอยดูแลย่ายิ้มเพื่อรักษาประโยชน์ให้ย่ายิ้ม (หรือผลประโยชน์ของใครก็ไม่รู้)จนวันหนึ่ง มีคนไปรับย่ายิ้มให้มาร่วมถวายเทียนพรรษาของสุวรรณาภาโดยคนกลุ่มหนึ่งที่มาจากมูลนิธิฯ(กทม.) แล้วข่าวไม่สู้ดีก็มีออกมา ว่าพระอาจารย์ส่งลูกศิษย์ ไปขู่จะฆ่าปาดคอ !!! ย่ายิ้ม  
ข้าพเจ้าฟังแรก ๆ ก็อดขำไม่ได้ ว่าช่างสรรหาเรื่องราวมากล่าวโจมตีพระอาจารย์กันถึงได้มากเพียงนี้หนอ  แต่เมื่อคิดให้รอบคอบขึ้น น่าจะมีนัยยะแอบแฝงมากกว่า ก็ต้องลองไปหาความจริงดู จึงขึ้นไปพบย่ายิ้มด้วยตัวเอง ถามเรื่องราวการกระพือข่าวอันน่าสังเวชของคนที่กล่าวว่าเป็นศิษย์ ซึ่งไม่น่าเรียกว่าศิษย์แล้วขณะนี้ เพราะกล่าวร้ายต่อครูบาอาจารย์ที่เคยสอนสั่งได้มากถึงขนาดนี้อย่างไร้มโนธรรม
              
 ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปพบย่ายิ้มด้วยตนเอง เพื่อถามความจริงว่า ย่ายิ้มโดนขู่ฆ่าหรือเปล่า คำตอบคือเปล่า ย่าไม่เคยโดนใครขู่ฆ่าเลย แล้วข่าวมาจากไหน จุดประสงค์เพื่ออะไร  การกระทำเช่นนี้คุณจะเรียกว่าเป็นอะไร ข้าฯไม่อยากคิดเลย ว่าผลแห่งกรรมที่ได้กระทำต่อครูบาอาจารย์ที่เคยสอนตนมานั้น จะปรากฏเช่นไร ผู้อ่านลองคิดเอาเองก็แล้วกัน ไม่ต้องบอกข้าพเจ้า ก็ได้
               ย่ายิ้มยังบอกต่ออีกว่า ก็ย่าบอกทีมถวายเทียนไปแล้วมิไช่หรือว่า ที่ไม่ได้ไปลงถือศีลที่สุวรรณาภา เพราะเดี๋ยวนี้ที่นั่นไม่ได้ประกอบกิจกรรมทางศาสนาใดๆเลย แล้วย่ายิ้มก็ไม่อยากเดินทางไปอยู่ถือศีลคนเดียวในสถานที่รกร้างเปล่าเปลี่ยวเช่นนั้นเพราะท่านกลัวผีด้วยอีกประการหนึ่ง
                นอกจากนี้ย่ายิ้มยังกล่าวชมพระอาจารย์อีกมากมายด้วยสีหน้าแววตาที่ชื่นชมพระอาจารย์อย่างจริงใจเพราะรู้จักพระอาจารย์มานานถึง 7 ปีแล้วกับความเสียสละที่มุ่งมั่นสม่ำเสมอ ฯลฯ ของพระอาจารย์แล้วกล่าวถึงสุวรรณาภาในปัจจุบันด้วยท่าทีที่เศร้าสลดเป็นอันมากด้วย พร้อมกันนี้ย่ายิ้มยังได้ขอเอกสารโจมตีพระอาจารย์ไว้ด้วยและอาสาอย่างแข็งขันเองว่าถ้าใครขึ้นมาพบย่ายิ้มย่าจะช่วยตอบยืนยันและอธิบายความจริงให้กระจ่างทุกคนไปย่าเข้าใจดีย่าก็เคยถูกหาว่าเป็นผีป่าบ้าง พวกค้ายาบ้าบ้าง พวกสายคนตัดไม้เถื่อนบ้างฯลฯ เพราะย่ายิ้มเองก็ถูกกล่าวร้ายโจมตีมามากมายกว่าจะถึงวันนี้ เกือบ 20 ปีที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวกลางป่าคนเดียวจนมีคนเข้าใจและยอมรับในที่สุดอย่างในปัจจุบัน ใครอยากได้ ยินกับหู ดูกับตาก็ขึ้นไปหาย่ายิ้มได้เสมอ ย่ายินดีพูดความจริงให้ฟังทุกวันเพราะความจริงจะพูดกี่ครั้งก็ตรงกันเหมือนเดิม!
บทสรุป เรื่องย่ายิ้ม                             
หวังว่าข้อความนี้ คงเป็นที่เข้าใจ ว่าเรื่องที่พยายามสร้างขึ้น เพื่อโยนความเลวทั้งหลายไปให้พระอาจารย์นั้น เพราะต้องการสร้างภาพให้ความเลวทั้งหลายปรากฏขึ้นกับพระสักรูปหนึ่งแทนตน ซึ่งนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ดีหรือชั่ว เราก็ไม่มีสิทธิ์เอาชื่อพระ หรือใครมาโพนทนา นอกจากเขาคนนั้น คงต้องมีชนักติดตัว ที่หากเรื่องของเขาเปิดเผยขึ้นมาแล้วเขาคงเสียชื่อ(จึงต้องโยนบาปไปให้คนอื่น) ซึ่งได้เค้าเรื่องมาเช่นกัน

เรื่องการรับบิณฑบาต                ปัจจุบัน พระอาจารย์ ประจำอยู่ในพื้นที่ข้างๆสุวรรณาภา ซึ่งจะพัฒนาเป็นสำนักสงฆ์ต่อไปในอนาคต และธรรมสถาน สุวรรณาภา ที่ถูกพัฒนาเป็นสถานปฏิบัติธรรมสำเร็จอย่างดีแล้ว บัดนี้รกรุงรังขนาดหนัก มีพระชรารูปหนึ่งอาศัยอยู่ ญาติท่านบอกว่าท่านชราภาพมาก ออกบิณฑบาตและทำกิจสงฆ์ไม่ได้ ซึ่งน่าคิดข้อนี้เช่นกัน ในเรื่องการออกรับบิณฑบาตของพระ  เพราะพระสงฆ์ดำรงชีวิตด้วยอาหารที่ประชาชนทำบุญใส่บาตร เมื่อพระไม่ออกบิณฑบาตรท่านจะฉันอะไร
   
             ลองคิดกันดูว่า พระชราประจำสุวรรณาภา ท่านชราจนทำกิจสงฆ์ไม่ได้จริงหรือ แต่ที่ข้าพเจ้าเห็น ท่านยังได้รับใช้ฆราวาสตามคำสั่งต่าง ๆ เช่น นำควายไปกินหญ้า ขุดดิน หวดหญ้า ฯลฯ  ท่านยังเดินได้อย่างคล่องแคล่ว
แต่ถึงคราวออกไปบิณฑบาต ท่านกลับออกไปบิณฑบาตไม่ได้สักวันเลยหรือ หรือว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ท่านไม่อยากออกไปรับบิณฑบาตหรือเปล่า น่าคิดเหมือนกัน
   
             พระอาจารย์ ผู้ที่ใครไม่รู้พยายามปล่อยข่าวแทบไม่เว้นแต่ละวัน(ซึ่งแม้แต่ในหมู่บ้าน พระอาจารย์ก็ถูกคนท่าหนองที่รับคำสั่งจากคนใน กทม.ให้มาปล่อยข่าวทำลายไม่เว้นวันอย่างหนักตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้)  ได้ออกเดินรับบิณฑบาตทุกเช้า โดยท่านไม่ได้สะทกสะท้านต่อคำพูดทั้งหลาย เพราะเป็นกิจของสงฆ์ ท่านทำกิจนี้ทุกวันยกเว้นวันที่เดินทางเข้ากรุงเทพฯ พระอาจารย์ได้ข้าวเต็มบาตรจนล้นบาตร ต้องถ่ายข้าวออกสองสามครั้งทุกวัน มีอาหารมากเพียงพอกับตนเองและบริวารอีก 6-7 ชีวิต ซึ่งชาวบ้านต่างแปลกใจกันอย่างมากว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีพระรูปไหนรับบิณฑบาตรได้อาหารใส่บาตรมากเท่ากับพระอาจารย์มาก่อนเลย เป็นเพราะศรัทธาที่เกิดขึ้นต่อพระอาจารย์ เนื่องจากได้เห็นคุณธรรมและความเสียสละรวมทั้งปฏิปทาอันมั่นคงตลอด 7 ปี ที่ผ่านมาของพระอาจารย์กับตาตัวเองนั่นเอง ก่อนหน้านี้ก็มีพระที่ประจำอยู่สุวรรณาภาก็ได้รับบิณฑบาตแค่พอฉันมื้อเช้าได้เท่านั้นเอง พอตกเพล ฆราวาสก็ต้องหุงหาถวาย เป็นเช่นนี้ตลอดมา จึงเป็นที่เข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า การบิณฑบาตนี้เกิดจากศรัทธามหาชนของจริง
   
             เมื่อพระอาจารย์เดินทางเข้ากรุงเทพ ท่านก็ออกเดินรับบิณฑบาตโปรดญาติโยมในย่านสาธร-สีลม-บางรักเหมือนเดิม และดูเหมือนประชาชนจะคิดถึงท่านมากกว่าเดิม เพราะอาหารที่ใส่บาตรยิ่งมีมากกว่าปี2553 ตอนก่อนจะมีเรื่องให้ท่านสะเทือนใจเสียอีก เราเชื่อว่าท่านมีมารผจญเพราะบารมีใหญ่กำลังจะเกิด หรือไม่ท่านก็กำลังทำกิจที่สำคัญอย่างใหญ่ยิ่งอยู่จึงมีอุปสรรคมากมายนัก ใครคนหนึ่งบอกข้าพเจ้า ว่า บารมีธรรมจะยกระดับเมื่อเหล่ามารมากันหนัก
 เรื่องไม่เป็นเรื่อง
เรื่องหนึ่งที่ดูเหมือนไม่เป็นเรื่อง แต่ก็สร้างความเสื่อมเสียได้เช่นกัน ทั้งนี้มันบอกถึงภูมิธรรมที่มีในใจคน ที่ได้เล่าเรียนเป็นศิษย์แห่งสุวรรณโคมคำก็จริง แต่ธรรมะไม่ได้เข้าไปอยู่ในจิตใจเขาเลย คอยจ้องหาโอกาสที่จะทำลาย แม้นกระทั่งครูบาอาจารย์ที่เคยสั่งสอนตนมา กิเลสตัณหาของมนุษย์ที่ไม่มีธรรมะเข้าไปอยู่ในใจ ยากนักที่จะเยียวยาอะไรได้ ด้วยสาเหตุเช่นนี้เองที่พระศรีศรัทธาฯ ท่านจึงผนวกพระอภิธรรมเข้าไว้คู่กับคัมภีร์ คนผู้ใดจะเรียนวิชาแห่งคัมภีร์สุวรรณโคมคำ ต้องเรียนกสิณกรรมฐานก่อนเพื่อจะได้รู้จักข่มอารมณ์ ข่มกิเลสตนไว้ ไม่ให้เผยอหน้ามาสร้างความเสื่อมเสียให้แก่ตนหรือส่วนรวมฉะนี้
                ก็อย่างที่พูดไว้ตรงหัวข้อ แค่ข้าวต้มมัดถุงเดียวก็ช่างเป็นเรื่องเอามาโจมตีท่านได้ ลองฟังไปนะ เรื่องก็มีอยู่ว่าพระอาจารย์ออกบิณฑบาตรตามปกติ แล้วชาวบ้านคนหนึ่งเอาข้าวต้มมัดฝากมาถวายพระชราที่ประจำในสุวรรณาภา พระอาจารย์ก็รับอาหารนั้นมาให้จนส่งถึงพระในสุวรรณาภาแล้วเป็นที่เรียบร้อยดี ตอนนี้แหละที่มีคนเอาไปโจมตีท่านว่า ไม่ส่งมอบอาหารแค่ข้าวต้มมัดถุงเดียวนี้ให้พระชรา พระอาจารย์กลับฉันเสียเองหมดเพื่อเป็นการรังแกพระชรา ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปได้หรือ ?   เมื่อข้าพเจ้าได้เข้าไปสอบถามความจริงกับพระชราๆก็ตอบว่า บอกแล้วว่าได้รับแล้วๆทำไมเขาจึงได้เอาไปพูดกันอย่างนั้น เรื่องจริงๆคือ ตอนนั้นหลวงตาท่านไม่อยู่ที่กุฏิ เพราะท่านนำควายไปเลี้ยงอยู่  เมื่อนำอาหารไปให้หลวงตา ไม่เจอที่กุฏิ จึงได้วางไว้ให้ที่ระเบียงหน้ากุฏิ แล้วก็ได้เดินไปบอกหลวงตาจนได้รับทราบด้วยดีแล้วในช่วงเช้านั้นแล เรื่องก็เรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย จะเห็นได้ว่าความจริงไม่ได้เป็นดังคำที่กล่าวร้ายมานั้นเลยสักนิด  
คิดว่า น่าจะเป็นวิธีการของคนที่มีเจตนาที่จะโจมตีท่านโดยปล่อยข่าวลวงโลก เพื่อให้ท่านเสียหายเพียงอย่างเดียว ก็มิใช่ แต่ยังมีเจตนาที่จะกลบเกลื่อนความบกพร่องของพวกตน เช่น หาพระดีมาอยู่สุวรรณาภาไม่ได้ อีกด้วย เป็นต้น เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว  หากต้องการพิสูจน์ความจริงทั้งเรื่องย่ายิ้ม และเรื่องพระชรา ก็เป็นเรื่องที่ได้พิสูจน์แล้วว่า เลื่อนลอยไร้ความจริง พระอาจารย์ไม่ได้ประพฤติหยาบช้าดังคำกล่าวหาเหล่านั้นเลย
 ข้าพเจ้าถามพระอาจารย์ว่าเหตุใดท่านจึงมีวิบากกรรมของสุวรรณโคมคำมากเช่นนี้ เช่น เรื่องราวที่ถูกใส่ร้าย ฯลฯ ท่านตอบว่าครูบาอาจารย์บอกว่า ในสมัยพระศรีศรัทธาฯนั้น พระองค์ได้รบพุ่งเพื่อป้องกันแผ่นดินพระพุทธศาสนาไว้ชนิดเลือดท่วมกีบม้าเลย ท่านเน้นย้ำว่าเลือดท่วมกีบม้า คนที่โดนฆ่าตายสมัยนั้นมากเท่าไรลองคิดประมาณเอาเองแล้วกัน กรรมนั้นก็เฉกเช่นเดียวกันในเรื่องที่สานต่อเจตนารมณ์พระศรีศรัทธาฯ คนเหล่านั้น ก็ต้องตามมาเป็นปัญหาอุปสรรคอันมากมายให้ท่านต้องประสพเช่นเดียวกัน
จากตัวอย่าง 2 เรื่องนี้ จะเห็นว่าความจริงนั้นตรงกันข้ามกับข่าวที่ถูกปล่อยออกมาเลย แล้วตลอด 1 ปีกว่าๆที่ผ่านมากับข่าวลืออันแสนเลวร้าย(วิธีเดียวกันนี้)พระอาจารย์ท่านทนได้อย่างไรโดยไม่ละทิ้งอุดมการณ์เลยสักนิด...สงบ...มั่นคง ยิ่งนัก ท่านบอกว่า ก็ต้องขอบคุณอุปสรรคเหล่านั้นด้วยที่ทำให้อาตมาได้บำเพ็ญบารมีให้ยิ่งๆขึ้นไปอีก และทำให้อาตมาได้มาอยู่ประจำในหุบเขาที่อาตมาเคยอยู่เคยตายนี้ตามตั้งใจเสียที ขอบคุณมาก(ที่จริง พระอาจารย์ท่านตั้งใจไว้ 2-3 ปีแล้วว่า ถ้าเพลาภาระจากสุวรรณาภาแล้วท่านจะสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นในหุบเขาแห่งนี้ด้วยเพื่อเป็นการทำให้สุวรรณโคมคำและพระพุทธศาสนายิ่งมั่นคงขึ้นอีกทางหนึ่ง และเมื่อเพลาภาระงานทางกทม.แล้วท่านจะมาอยู่ประจำคอยดูแลสร้างทำด้วยตนเองทั้งชีวิต) ตอนนี้อาตมามีความสุขดีเป็นอย่างมาก ศิษย์สุวรรณโคมคำ ทุกคน ”(ทั้งที่รักและชังพระอาจารย์)ไม่ต้องเป็นห่วง อาตมาอธิษฐานบุญไปให้ทุกคนเสมอ และอาตมามีความสุขดี กำลังมุ่งบำเพ็ญกัมมัฎฐานท่ามกลางธรรมชาติในหุบเขานี้ มันช่างสงบสุขสวยงามปลอดโปร่งอย่างกับได้อยู่ในสวรรค์เลยล่ะ สบายใจได้ไม่ต้องห่วงอะไรนะ

กรณีเรื่องพี่พร


* กรณีเรื่องพี่พร  *



         ถ้าถามถึงพี่พร ซึ่งเป็นศิษย์สุวรรณโคมคำคนหนึ่ง ซึ่งข้าพเจ้าเคยได้ยินข่าวคราวของพี่พรมามากมาย โดยเฉพาะข้อมูลที่ทำให้พระอาจารย์เสียหาย ข้าพเจ้าจะได้ยินมาเยอะมาก บางครั้งได้ยินมาจากเพื่อนร่วมรุ่นบ้าง บางครั้งได้ยินมาจากรุ่นพี่บ้าง ทำให้ช่วงนั้นอยากรู้ว่าพี่พรคือคนไหน และก็ได้เห็นได้รู้จักมากขึ้น ซึ่งพี่พรเป็นลูกศิษย์เก่าของสุวรรณโคมคำมาตั้งแต่ประมาณ รุ่น6-7 ซึ่งทุกครั้งข้าพเจ้าจะเห็นพี่พรมาเรียนบ่อย โดยเฉพาะอานุภาพกสิณจะมาเรียนซ้ำหลายๆ ครั้ง ข้าพเจ้า 


        จะสงสัยตลอดว่า ทำไมพี่พรถึงชอบเรียนอานุภาพกสิณนัก ไม่ลงเรียนวิชาอื่นๆ บ้าง ถ้าเทียบกับอานุภาพกสิณแล้ว พี่พรจะลงทุกครั้งที่มีการเปิดเรียน ซึ่งในขณะนั้นจะมี อาจารย์ ป.ปลาเป็นผู้สอน ข้าพเจ้าได้เคยเข้าไปเรียนอานุภาพกสิณแค่คอร์สเดียว ข้าพเจ้าจะเห็นพี่พรมานั่งเรียนด้านหน้าเสมอ บางครั้งก็มาสายบ้างแต่ก็จะมาไม่ยอมขาด และดูแล้วจะค่อนข้างสนิทกับอาจารย์ ป.ปลาเป็นพิเศษ จะมีของติดไม้ติดมือมาฝากตลอด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจันทน์ หรือน้ำดื่มที่ นำมาให้ไม่เคยขาดเลย ข้าพเจ้าจึงจำหน้าพี่พรได้ดี เพราะเธอเป็นคนที่ผิวพรรณดี และจะชอบใส่ชุดขาวยาวแบบชุดแขก 


      จนกระทั่งมีครั้งหนึ่งข้าพเจ้าได้ยินข่าวหนาหูว่า พระอาจารย์ไม่อนุญาตให้พี่พรสมัครเรียนอานุภาพกสิณอีก ขณะนั้นข้าพเจ้าเกิดความลังเลสงสัยมากว่าทำไมจะเรียนซ้ำต่ออีกไม่ได้ แม้ว่ารอบนั้นจะเป็นรอบที่ 5 หรือรอบที่ 6 ก็ตามแต่ ข้าพเจ้าหาคำตอบไม่ได้ก็จึงนิ่งเฉยอยู่ จนใกล้เทศกาลบางเทศกาลช่วงหนึ่ง ได้เดินทางไปต่างจังหวัดกับลูกศิษย์   
     พระอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็เลยทำให้ข้าพเจ้าทราบข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับพี่พรซึ่งทำให้ความสงสัยของข้าพเจ้าคลายไปได้มาก ลูกศิษย์คนนั้นเล่าให้ข้าพเจ้าฟังหลายเรื่องซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้ถามแต่เขายินดีจะเล่าให้ฟัง แล้วก็ถามถึงเรื่องของพี่พรขึ้นมาว่า ข้าพเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมพี่พรถึงไม่ได้เรียนอานุภาพกสิณอีก ข้าพเจ้าก็ตอบว่าไม่ทราบ ลูกศิษย์คนนั้นก็เลยเล่าว่า พี่พรชอบโทรไปกวน อาจารย์ ป.ปลาบ่อยมากๆ จนอาจารย์ ป.ปลาบางครั้งท่านรู้สึกอึดอัด บางทีพี่พรก็โทรไปหา อาจารย์ ป.ปลาดึกๆ ดื่นๆ แบบไม่เกรงใจอาจารย์ท่านเลย มักโทรไปปรึกษาเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ อาจารย์ ป.ปลาก็ได้ตอบไปจนหมดแล้ว ก็ยังไม่ยอมเลิกรา จนกระทั่งอาจารย์ป.ปลาทนไม่ไหวจึงได้ไปแจ้งกับพระอาจารย์ว่า พี่พรสร้างปัญหาให้อาจารย์ ป.ปลา เยอะมาก ถามไม่รู้จักพอ และโทรมารบกวนบ่อยมากๆ พระอาจารย์ท่านก็แนะนำให้ อาจารย์ ป.ปลา บอกกล่าวแก่พี่พรสิว่า อาจารย์ ป.ปลาสะดวกในขอบเขตอย่างไร อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ บอกเขาเถิด สอนเขาเถิด พี่พรรักเคารพและศรัทธา อาจารย์ ป.ปลา มากไม่ใช่หรือ เขาต้องฟังคำ อาจารย์ ป.ปลาเป็นแน่ บอกกล่าวและให้โอกาสเขาพัฒนาตนเถิด 


    บ่อยๆครั้งเข้า อาจารย์ ป.ปลาท่านก็มาบ่นกับพระอาจารย์ท่านมากขึ้นเรื่อยๆ โดยบอกว่าพี่พรตามมาเกาะติดแม้ที่มูลนิธิฯ มานั่งเบียดนั่งชิดแม้แต่ขณะพยากรณ์หรือกำหนดสมาธิรักษาโรคให้ผู้คนที่มารับการสงเคราะห์ จน อาจารย์ ป.ปลาทำอะไรไม่ได้เลย ไม่ไหวแล้ว! แต่ตัว อาจารย์ ป.ปลาไม่กล้าจะพูดกับเขาตรงๆหรอก ขอรบกวนพระอาจารย์ช่วยจัดการพี่พรอย่างชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดให้ด้วย พระอาจารย์ท่านจึงจำเป็นต้องตัดสินใจออกโรงด้วยตนเองตามคำขอ สุดท้ายพระอาจารย์ท่านได้ดำริกับอาจารย์ ป.ปลาไปว่า งั้นก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ โดยท่านจะให้ อาจารย์ ป.ปลาโทรไปหาพี่พรตอนที่อาจารย์ ป.ปลาคุยงานอยู่ในห้องกับพระอาจารย์นี่แล แล้วพระอาจารย์จะเป็นคนพูดบอกกับพี่พรเองว่าไม่อนุญาตให้มาเรียนแล้ว 


       ข้าพเจ้าพอได้ทราบแบบนี้ ก็เลยอยากรู้จากปากของพระอาจารย์ท่านเอง ข้าพเจ้าจึงได้สอบถามท่านโดยตรงอีกครั้งหนึ่งว่า ความเป็นจริงใช่อย่างที่ข้าพเจ้าทราบมาหรือไม่ สุดท้ายท่านก็บอกกับข้าพเจ้าว่าสิ่งที่ทราบเป็นความจริง จึงทำให้ท่านต้องออกโรงเองในเรื่องการตัดสินพี่พรอย่างเด็ดขาด 


       ช่วงนั้นข้าพเจ้าก็จะได้ยินเรื่องราวจากปากคนอื่นรอบๆข้างในมูลนิธิฯว่า พระอาจารย์ไม่มีเหตุผล อยู่ดีๆ ก็ไม่ให้พี่พรเรียน เป็นเพราะว่าพี่พรต้องรู้เรื่องไม่ดีเกี่ยวกับพระอาจารย์ ท่านจึงอยากจะขจัดพี่พรไปให้พ้นๆ ตอนนั้นเองที่ข้าพเจ้าก็เพิ่งทราบว่า พี่พรได้เคยไปพบพระอาจารย์ใหญ่บ่อยครั้ง และเป็นคนนำซีดีที่พระอาจารย์ใหญ่ท่านพูดถึงพระอาจารย์มาให้คนโน้นคนนี้ฟัง ถึงขนาดบางครั้งให้พี่ที่ประจำชมรมฯไรท์(write)ให้เลยก็มี และเที่ยวไปพูดกับคนอื่นว่าพระอาจารย์ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ขนาดพระอาจารย์ใหญ่ยังไม่เอาเลย ข้าพเจ้าสังเกตเห็นแต่คนเริ่มมองพระอาจารย์ไม่ดีมากขึ้น ข้าพเจ้าจึงได้มีโอกาสกลับไปถามลูกศิษย์ที่เล่าให้ข้าพเจ้าฟังอีกครั้งว่า ตกลงจริงๆ แล้วเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะใคร ลูกศิษย์คนนั้นกลับบอกข้าพเจ้าว่าให้ไปถาม อาจารย์ ป.ปลา ดูสิ อาจารย์ ป.ปลาจะรู้ดีมากๆ เพราะท่านเป็นคนทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น และอาจารย์ ป.ปลายังเป็นคนบอกพระอาจารย์เองว่าพี่พรเป็นคนไม่ดีมากๆ ซึ่งตัวพระอาจารย์ท่านเองก็ไม่ได้รู้จักคุ้นเคยกับพี่พรหรอก 


         นอกจากนี้พี่พรยังชอบเอาเรื่องที่ไม่ได้เรียนไปพูดที่ข้างนอก ทำให้คนอื่นๆ ที่ไม่เคยได้รับข้อมูลข่าวสารก็ได้แต่ข้อมูลที่ผิดๆ และยังมีการมาบอกกล่าวแก่คนอื่นว่า ให้ระวังตัวไว้นะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็นเหมือนกับตนเอง แม้แต่นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ พี่พรก็ไปใส่ความเรื่องต่างๆ ของพระอาจารย์ให้เสียหายในทุกด้าน พระอาจารย์เองก็เคยบอกกล่าวไปถึงพี่พรหลายครั้งให้เลิกพฤติกรรมเช่นนี้ แต่สุดท้ายแล้วพี่พรก็ไม่ยอมเปลี่ยน จนแม้แต่ตอนนั้น พี่ๆที่ข้าพเจ้าสนิทด้วยยังต้องมาถามข้าพเจ้าว่ารู้เรื่องพี่พรมั้ย แต่พอข้าพเจ้าเล่าให้ฟังในสิ่งที่รู้มา พี่ๆบอกว่าไม่เห็นเหมือนกับสิ่งที่พวกเขาได้ยินมาเลย พวกเขาได้ยินมาว่าพี่พรถูกพระอาจารย์กลั่นแกล้งต่างๆนานา เพื่อปกปิดความผิดของท่านเอง และไม่ยอมให้เรียนด้วย พี่พรถึงขนาดยังเคยพูดว่า จะไม่ยอมให้พระอาจารย์ทำกับพี่พรแบบนี้ ต้องหาทางเอาคืนให้ได้ 


         พระอาจารย์แม้รู้ถึงการกระทำของพี่พรอันหนักหน่วงอยู่เช่นนี้ ก็ไม่ได้ปริปากบอกความจริงให้ใครในวงนอกทราบ ท่านแบกรับการสาดโคลนนั้นไว้เองเพื่อปกป้อง อาจารย์ ป.ปลามิให้แปดเปื้อนหรือได้รับการกระทบกระเทือน จะได้มีโอกาสเติบโตเป็นครูบาอาจารย์ที่มีคุณค่าของสุวรรณโคมคำสืบไป(พระอาจารย์ท่านปกป้องบุคคลากรของสุวรรณโคมคำไว้ด้วยวิธีการแบกรับแทนเช่นนี้เป็นอันมาก)


         ข้าพเจ้าจึงสงสัยว่าแล้วทำไมทุกคนจึงต้องกล่าวหาพระอาจารย์ว่า พระอาจารย์เป็นคนที่ไม่ยอมให้พี่พรเรียนเพื่อเพราะต้องการขจัดให้พ้นทาง ไม่เพียงแต่พี่พรคนเดียว ข้าพเจ้าก็ยังได้ยินเรื่องของลูกศิษย์คนอื่นๆอีกมากมายว่า พระอาจารย์ต้องการขจัดคนนั้นคนนี้มากมาย จนสุดท้ายข้าพเจ้าจึงรู้ว่า จริงๆแล้ว เรื่อง หลายอย่างไม่ได้เกิดเหตุที่พระอาจารย์ แต่เกิดที่บุคคลอื่น แต่โยนความผิดเหล่านั้นให้พระอาจารย์เพียงเพราะว่าบุคลิกของพระอาจารย์ท่านเป็นคนตรงๆ ไม่ยอมลงให้ใครถ้าไม่ถูกต้อง และท่านก็ไม่ยอมบอกใครให้คนต้นเรื่องนั้นๆเสียหายด้วย เพราะท่านถือว่าท่านต้องรับผิดชอบในการแบกรับภาระในฐานะที่ท่านเป็นพี่ใหญ่และเป็นครูของทุกๆคน ท่านไม่อยากให้น้องๆและเหล่าศิษย์ของท่านทุกคนต้องทุกข์ทรมานเกินไป เลยทำให้พระอาจารย์มักจะถูกมองเช่นนี้มาโดยตลอดหรือไม่ 


         แล้วถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอาจารย์ ป.ปลาขนาดนี้ แต่อาจารย์ ป.ปลาไม่เคยยอมบอกความจริงให้ใครทราบเลย(แถมยังทำเป็นแสดงความเห็นอกเห็นใจ ปลอบประโลมพี่พรอีกด้วย) ก็เท่ากับว่าอาจารย์ ป.ปลาโยนบาปให้พระอาจารย์หรือเปล่า หรือเป็นแผนการที่ อาจารย์ ป.ปลาวางไว้ เพื่อที่จะค่อยๆทำให้คนเกลียดชังพระอาจารย์ทีละคนๆ เพื่อให้สุดท้ายพระอาจารย์ไม่มีใครชอบหรืออยู่ข้างเดียวกันกับพระอาจารย์อีกเลย เหมือนที่ปัจจุบันนี้พี่พรเกลียดพระอาจารย์มาก และยังคงไปปล่อยข่าวในที่ต่างๆ เกี่ยวกับพระอาจารย์ในทางเสียๆ หายๆ อยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่เชื่อลองใช้วิจารณญาณดูสิว่า ทุกวันนี้ใครรู้บ้างว่าคนที่ทำให้พี่พรไม่ได้เรียนอานุภาพกสิณจริงๆแล้วนั้น คือ อาจารย์ ป.ปลา และใครจะรู้บ้างว่า อาจารย์ ป.ปลาที่ทุกคนเคารพนับถืออยู่ ที่แท้อาจจะอยู่เบื้องหลังในอีกหลายๆ เหตุการณ์ที่ทุกๆคนยังไม่รู้ เหมือนอย่างกรณีพี่พรก็ได้


       แม้แต่เรื่องที่ไม่ยอมให้พี่อ้อยทหารขึ้นเป็นอาจารย์สอน ฯลฯ ก็เป็นฝีมือของ อาจารย์ป.ปลา ทั้งสิ้น ซึ่งพักหลังข้าพเจ้ามักได้ยิน อาจารย์ ป.ปลาพูดขึ้นมาลอยๆทำนองว่า "ถ้าพี่อยากใหญ่ พี่จะต้องได้ใหญ่" , "ถ้าพี่อยากดัง พี่จะต้องได้โด่งดัง", "พี่ไม่เคยแพ้ใคร ! " เป็นบางครั้ง ซึ่งตอนนั้นข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจว่าที่ อาจารย์ ป.ปลาพูดนั้นหมายถึงอะไร แต่หลังจากเกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้นมากมายกับพระอาจารย์และสุวรรณโคมคำ จนท้ายที่สุด " อาจารย์ ป.ปลาก็ได้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานแทน" (ด้วยอุบายสร้างภาพ ปล่อยข่าวเท็จ ฉ้อฉลกลโกง ทุจริต ผิดศีล ผิดธรรม และผิดกฎหมายมากมาย ฯลฯ) ข้าพเจ้าจึงได้เข้าใจความหมายของคำพูดเหล่านั้น


       อาจมีเรื่องให้พวกคุณช็อคกันอีกหลายช็อตก็ได้ เหมือนกันกับที่ข้าพเจ้าก็เป็นมาแล้วเช่นกัน ตอนที่ เพิ่งได้รู้ความจริงเมื่อไม่นานมานี้ ในสิ่งที่พระอาจารย์ถูก(วางแผน)โยนบาปมากมายนับครั้งไม่ถ้วน แต่จวบจนบัดนี้พระอาจารย์ท่านก็ยังคงมุ่งมั่นบำเพ็ญบารมีต่อไป ไม่ทิ้งแนวทางไม่ทิ้งอุดมการณ์เลยสักนิด 

 หมายเหตุ : อาจารย์ ป.ปลา มักมีของขลังและวัตถุมงคลแปลกๆติดไม้ติดมือมาให้แก่ข้าพเจ้าบ่อยครั้ง แล้วย้ำเสมอว่า "อันนี้ให้พกติดตัวไว้ตลอดนะ...อย่าให้ห่างกาย","อันนี้ให้บูชาไว้ที่บ้านประจำเลยนะ...อย่าเอาไปทิ้งไหนเด็ดขาด" (ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกซาบซึ้งและศรัทธาในน้ำใจของอาจารย์ป.ปลามาก)นับแต่นั้นมา ข้าพเจ้ามักมีอาการมึนงงและปวดหัวเป็นระยะๆ ซึ่งอาจารย์ป.ปลาได้เมตตาใช้สมาธิรักษาให้ข้าพเจ้าอยู่เนืองๆเมื่อได้เจอกัน แถมยังเมตตาให้คาถากำกับมาอีกด้วย โดยย้ำว่า "ให้หมั่นใช้หมั่นท่องนะ จะได้คุ้มครองรักษาตัวเองได้" แต่อาการเหล่านั้นก็เป็นๆหายๆ ไม่เด็ดขาดไป 


        ตอนหลังข้าพเจ้าชักเอะใจ จึงได้นำเอาของขลังเหล่านั้นไปให้อาจารย์ที่ชำนาญด้านสมาธิหลายๆท่านตรวจสอบดู อาจารย์เหล่านั้นต่างพูดตรงกันว่านี่เป็นของที่ปลุกเสกด้วยมนต์ดำ ใช้ครอบงำจิตใจและควบคุมคนที่ถือครองหรือบูชาของปลุกเสกเหล่านี้ให้อยู่ในอำนาจและทำตามคำสั่ง ให้รีบเอาไปทิ้งเสียให้หมด และให้เลิกใช้คาถาเหล่านั้นด้วยอย่างเด็ดขาด แล้วรีบไปอาบน้ำมนต์กับพระสงฆ์เสียด้วย เมื่อข้าพเจ้าทำตามคำแนะนำเหล่านั้นแล้วอาการปวดหัวมึนงงบ่อยๆที่เคยเป็น ก็หายไป



โดย...ศิษย์คนหนึ่ง

กตัญญูต่อบูรพาจารย์


ความกตัญญู คือ ความรู้คุณ หมายถึงความเป็นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริบูรณ์ รู้อุปการคุณที่ผู้อื่นกระทำแล้วแก่ตน ผู้ใดก็ตามที่ทำคุณแก่ตนแล้ว ไม่ว่าจะมากก็ตาม น้อยก็ตาม เช่น เลี้ยงดูสั่งสอน ให้ที่พัก ให้งานทำ ฯลฯ ดังนั้นมนุษย์เราควรจะมีความกตัญญูเพราะกตัญญูเป็นสัญญลักษณ์ของคนดี 
   ศิษย์สุวรรณโคมคำส่วนใหญ่ก็เป็นที่รู้กันว่า ทุกๆ ปี ศิษย์สุวรรณโคมคำนั้นจะต้องมีการสักการะ บูรพาจารย์มี "สมเด็จศรีศรีทธาจุมณีฯ" เป็นต้น ดังนั้นการที่เหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำนั้นควรจะสักการะผู้เป็นบรมครูทั้งหลายก็ไม่อยากจะกล่าวถึงคนบางกลุ่มหรอกครับ แต่ก็อดไม่ได้จริงๆก็มีกลุ่ม มสค.เป็นคณะยึดอำนาจตั้งตนเป็นประธานแทนพระอาจารย์ในต้นปี 2554 กระผมมันเป็นคนค้อนข้างขี้สงสัย ว่า คณะกรรมการชุดปัจจุบัน ของ มสค. เนี่ย ที่กริยา กระเหี้ยนกระหือรือ นี้ ก็ได้ไปแล้วทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นคณะครูบาอาจารย์ คณะกรรมการที่พระอาจารย์ได้สั่งสอน ให้เหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำทุกคนเป็นคนดีและมีความกตัญญูเป็นที่ตั้งแล้วเหตุใดการกระทำของ เหล่า ทีมงาน มสค.แสดงพฤติกรรมที่ตรงกันข้าม กระทำได้แม้กระทั้งคนที่อบรมสั่งสอนก็ถือได้ว่าเป็นครูบาอาจารย์ที่ยังมีชีวิตอยู่แต่กระนั้นพระอาจารย์ก็ไม่ได้ถือโทษโกรธเคียงเหล่าศิษย์ ก็มีเพียงแต่ อภัย ๆๆ แล้วก็อภัย จึงแอบสาธุการในใจว่า พระอาจารย์เนี่ย ช่างประเสริฐ ไม่โกรธเคียงผู้ใดแม่สักครั้งเดียวแต่การกระทำที่เหิมเกริม หรือ แสดงพฤติกรรม เล่นกับแมว(ดีกว่าสุภาพดี) แมวเลียปาก จำเป็นจะต้องให้ศิษย์สุวรรณโคมคำหรือ มสค. รู้คุณกำลังทำกรรมอันหนักหน่วงแล้ว ดังนั้นพระอาจารย์ก็จำเป็นจะต้องลงโทษเฆี่ยนด้วยไม้ไม้ให้สติอันงอกงาม ของเหล่าศิษย์กลับคืนมา เพราะการกระทำที่ไม่บังควรของศิษย์ สุวรรณโคมคำ มันต้องขนาบด้วยไม้เรียวจริงๆเพราะ 
สิ่งที่ควรกตัญญู  ๑.กตัญญูต่อบุคคล คือ ใครก็ตามที่เคยมีพระคุณต่อเรา ไม่ว่าจะมากน้อยเพียงไร จะต้องกตัญญูรู้คุณท่าน ติดตามระลึกถึงเสมอด้วยความซาบซึ้งพยายามหาโอกาสตอบแทนคุณท่านให้ได้ โดยเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ บิดามารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ จะต้องตามระลึกนึกถึงพระคุณของท่านให้จงหนัก  ให้ปฏิบัติตัวให้เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นศิษย์ที่ดีของครูอาจารย์ เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ และเป็นพุทธมามกะสมชื่อ ประการที่ ๒.กตัญญูต่อสัตว์ คือ สัตว์ที่มีคุณต่อเรา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ที่ใช้งาน จะต้องใช้ด้วยความกรุณาปรานี ไม่ไช่เอาไว้ลากซุงเถื่อน มันก็เป็นพฤติกรรมที่ส่อให้เห็นถึงจิตที่มีปิศาจสิงสู่ในดวงใจผู้นั้น ประการที่ ๓.กตัญญูต่อสิ่งของ คือ ของสิ่งใดก็ตามที่มีคุณต่อเรา เช่นหนังสือ ธรรมะ หนังสือเรียน สถานศึกษา วัด ต้นไม้ ป่าไม้ เพราะเหล่า มสค. นั้นมีพฤติกรรมที่ อกตัญญู ไม่ลดราวาศอกกันเลย เล่นเผามูลดินบูรพาจารย์แบบไม่กลบเกลื่อนหลักฐานที่ชนิดว่าน่าเกลียดจริงๆ เพราะการกระทำดังกล่าวมันส่อให้เห็นว่า มสค. ไม่ได้รักและหวงแหนสิ่งของที่อยู่ภายในธรรมสถานสุวรรณาภาเลยปล่อยให้รกร้าง หญ้าคลุมเต็มไปหมด ตัดเฉพาะที่จะต้องถ่ายรูปไปอวดชาวบ้าน หลอกศรัทธาบรรดาญาติโยม ว่าเอี่ยมเรียบร้อยดี ให้รู้ไว้เลยว่า มีสุนัขไปคาบหญ้านวลน้อยหลังกุฏิแล้วมากลบเกลื่อน มูลดินบูรพาจารย์มันน่าเกลียดใหมน๊ะ  ชี้ชัดเจนว่า ไม่เคยลงทุนเลยแล้วดูสิ 
                                                                     มีกล่าวไว้ในเตมียชาดกว่า 

 “อย่าว่าถึงคนที่เราได้พึ่งพาอาศัยกันเลย แม้แต่ต้นไม้ที่ได้อาศัยร่มเงา ก็หาควรจะหักกิ่งลิดก้านรานใบของมันไม่ ผู้ใดพำนักอาศัยนั่งนอนใต้ร่มเงาของต้นไม้ใดแล้ว ยังขืนหักกิ่งลิดก้านรานใบ เด็ดยอดขุดรากถากเปลือก ผู้นั้นชื่อว่าทำร้ายมิตร เป็นคนชั่วช้าเลวทราม จะมีแต่อัปมงคลเป็นเบื้องหน้า" 

 
๔.กตัญญูต่อบุญ คือ รู้ว่าคนเราเกิดมามีอายุยืนยาว ร่างกายแข็งแรง ผิวพรรณดี สติปัญญาเฉลียวฉลาด มีความสุขความเจริญ มีความก้าวหน้า มีทรัพย์สมบัติมาก แต่ มสค. จะมีพฤติกรรมที่ตรงกันข้ามเสมอ เพราะปัจจุบันให้ไปดูสีหน้า ผิวพรรณ สติปัญญา ความก้าวหน้า มีทรัพย์ ด้วยการกระทำของเหล่าศิษย์ที่มีความละโมบ เป็นที่ตั้งก็ย่อมได้รับผลกรมดังกล่าว ไม่เชื่อ ก็ไปดูที่ มสค.เอานะ เพราะการกระทำที่ส่อไปในทางลบบุญกุศลจึงไม่บังเกิดมีแต่อกุศลครอบคลุม องค์กรณ์ มสค.ที่นับวันจะโดนบูรพาจารย์ลงโทษแรงขึ้นๆ ก็ลองสังเกตุดูกันเอาเอง ก็แล้วกัน เพราะคนที่นำ องค์กรณ์ชอบหรอกชาวบ้านสื่อบูรพาจารย์ได้โน้นนี้ เหตุใฉน บูรพาจารย์ไม่เข้าข้างเลยล่ะ แทงก์น้ำก็หายไปจากสุวรรณาภา และเรื่องเผามูลดิน มันก็รุนแรงเกินที่ ชาวสุวรรณโคมคำจะรับได้แล้ว

สรุป
ความกตัญญูเป็นเคื่องหมายของคนดี การที่คนเรานั้นปราศจากความดีมันก็ไม่เหลือดีเพราะความดีมันไม่มีในหัวใจของคนที่ มีหัวใจที่มีปิศาจ สิงสู่ในดวงใจ การกตัญญูต่อบูรพาจารย์ก็เช่นเดียวกันเป็นการกระทำที่เหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำควรคำนึงและเป็นเรื่องที่เหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำ ควรจะกระทำอย่างยิ่งยวด แต่ที่สงสัยเป็นอย่างแรงก็อยากจะถามจังเลยว่า สื่อบูรพาจารย์โน้นๆนี่ๆ ได้ทำไม่จึงไม่กระการสักการะ บูรพาจารย์ ซึ่งเป็นที่เคารพยิ่งของชาวสุวรรณโคมคำล่ะครับเพราะ เหล่า มสค. ได้ทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว แล้วทำไมไม่สักการะ บูรพาจารย์ประจำปี 2554 ล่ะ เพราะเหตุไรเหรอจึงไม่กระทำ จะบอกว่าฉันจะไหว้ 13- 15 มกราคม 2555 มันข้ามไปปีหนึ่ง เหตุนี้จำต้องสงสัยจริงๆ ว่าพวกคุณกำลังเล่นตลกอะไร กับบูรพาจารย์ แล้วไหว้ครู ปี 2554ทำไมไม่จัด หรือยังได้เงินไม่ได้ตามเป้า ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นลักษณะใด คุณก็คือผู้ที่ "กตัญญู ต่อบูรพาจารย์" อยู่ดี
� r ' �_� � tyle='mso-spacerun:yes'> นี่เป็นคำสารภาพจากกรรมการมูลนิธิบางคนที่ทนเห็นพฤติกรรมชั่วร้ายของอาจารย์ ป. ไม่ได้อีกต่อไป จึงออกมาเปิดเผยข้อมูล
คอยดูผลงานกันว่า เงินทำบุญเหล่านั้นจะได้ ตกถึงธรรมสถานสุวรรณาภา บ้างใหม ?
หรือจะเอาไปแบ่งปันบำรุงบำเรอกัน ในกรุงเทพหมดอีก เพราะเงินของท่านคือความสุขกรรมการมูลนิธิ ถ้าเรื่องนี้เป็นจริงคอยดูเถิดพวกมูลนิธิเขาจะต้องชักชวนทำบุญโน้น นี่ (มีมุข)มาชวนทำบุญ กับอีกหลายๆแห่ง  ในหลายๆ เรื่องเพื่อหาเงินมาแบ่งสนองกิเลส โดยไม่จำเป็นต้องมีผลงานให้เห็นเพราะอ้างว่าเอาเงินไปทำบุญที่อืนแล้ว แล้วที่เคยกล่าวซะสวยหรูไว้ว่า “พวกเขาเข้ามาเพื่อขจัดคน(พระ)ชั่ว รวมทั้งปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวมและปกป้องส่งเสริมมูลนิธิกับธรรมสถานให้รุ่งเรืองสืบไป” แท้จริงก็เป็นเพียงข้ออ้างนะสิ ! ที่จริงแล้วเข้ามาเพื่อฮุบส่วนรวมไปสนองอำนาจและผลประโยชน์ของตนและพวกพ้องไช่ใหม
         






ตอนนี้คดีความต่างๆดำเนินไปถึงใหนแล้ว ?
เดิมทีพระอาจารย์(ฟ้องร้องไว้) เบื้องต้น 5 คดีเพื่อให้ศาลไต่สวนและตัดสิน หากกระบวนการดำเนินไปได้ด้วยดีและจบลงอย่างกระจ่าง ชัด ก็จะเป็น เป็นการทำเรื่องต่างๆให้ชัดเจน และนำความสุขสันติมาสู่สุวรรณโคมคำอีกครั้งหนึ่งได้ในที่สุด แต่ต่อมากลับปรากฏว่า พวกแก๊งคนพาลนั้นได้ส่งคน ไปติดตาม กลั่นแกล้ง ปั่นป่วน ทำลาย ขัดขวางพระอาจารย์ในที่ต่างๆเช่นสถานที่ ที่ท่านไปปฏิบัติกรรมฐานฯลฯ โดยอ้างชื่อพระเถระใน กทม.ฯลฯ ไปขัดขวางข่มขู่พระสงฆ์ในท้องถิ่นนั้นๆเพื่อพยามให้ ยุติกระบวนการในศาลเสียเมื่อเป็นดังนั้นก็จำเป็นจะต้องฟ้องร้องคดีเพิ่มขึ้นอีกเพื่อใต่สวนหาความจริงให้ครบถ้วนให้จงได้  โดยไม่ย่อท้อต่ออำนาจอิทธพลและภัยพาลใดๆ จึงได้ฟ้องร้องเพิ่มขึ้นอีก 3 คดี รวมเป็น 8 คดีโดยแบ่ง โดยแบ่งจำเลยออกเป็น  4 กลุ่มดังนี้ คือ
1. ผู้ไปกล่าวร้ายพระอาจารย์ที่ วัดยานฯ จำนวน 2 คน
2 . กรรมการมูลนิธิ จำนวน  6 รูป/คน
3 . พระสงฆ์วัดยานฯที่ร่วมกันใส่ร้ายพระอาจารย์ จำนวน 2 รูป
4 . มูลนิธิ ถูกช่างที่ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้วแต่ยังไม่ได้รับเงิน ฟ้องร้อง

หมายเหตุ: โดยคดีแรกๆยังไม่ได้เริ่มการไต่สวน(ถูกเลื่อนออกไปก่อน)เพราะจำเลยอ้างว่าเขาหาทนายไม่ได้ฯลฯ