วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เปิดโปงสุวรรณาภา2554



เปิดโปงสุวรรณาภา 
รุ่งเรือง หรือ ร่อแร่
 ? 
ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ติดตามข่าวคราวสุวรรณโคมคำ เป็นระยะ ๆ โดยช่องทางเว็บไซด์ เสียโดยมากล่าสุดได้ยินว่าพระอาจารย์ได้กลับมาแล้ว และสร้างที่พักสงฆ์อยู่ในหุบเขาสุวรรณโคมคำใกล้ๆ กันกับธรรมสถานสุวรรณาภานั้นเองหลังจากไปปฏิบัติกัมมัฏฐานเสียหลายเดือนและมีผู้กล่าวว่า ท่านมาสร้างสำนักสงฆ์ขึ้นเพื่อขัดขวางและทำลายสุวรรณาภา อันเป็นที่รักยิ่งของท่านและชาวสุวรรณโคมคำทุกคน
 
ข้าพเจ้าพอมีเวลาว่างช่วงหนึ่งจึงได้ขึ้นไปกราบพระอาจารย์และพักอยู่ในหมู่บ้านระยะหนึ่งเพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวขณะที่พักอยู่ในหมู่บ้านก็ได้สังเกตว่าพระในสุวรรณาภาไม่ได้ออกบิณฑบาตจึงเข้าไปกราบท่านที่ในสุวรรณาภาจึงได้รู้ว่าท่านทำกับข้าวหุงหาฉันเอง และเมื่อสนทนากันแล้วก็ได้ทราบว่าท่านไม่รู้หลักพระธรรมวินัยอะไรสอบถามดูก็รู้ว่าท่านเพิ่งบวชได้พรรษาเดียวไม่ได้ศึกษาปฏิบัติอะไรและได้สังเกตเห็นว่าท่านคอยเลี้ยงดูควาย อยู่
 2 ตัวในสุวรรณาภา และท่านก็ไม่ได้ศึกษาวิชาสุวรรณโคมคำหรือไหว้ครูเป็นศิษย์สุวรรณโคมคำด้วย สอบถามดูก็ทราบว่ามีโยมที่เป็นญาติของท่านซึ่งพวกสุวรรณโคมคำมอบหมายให้เป็นคนดูแลคอยเอาข้าวสารอาหารแห้งมาให้(บางส่วนก็ขายให้ท่าน)ซึ่ง 3 – 4 วันจึงจะเข้ามาครั้งหนึ่ง แล้วเขาก็สั่งให้ท่าน(เพียงรูปเดียว)คอยตัดหญ้าโดยให้มีดหวดหญ้าไว้อันหนึ่ง(ทั้งที่เครื่องตัดหญ้าก็มีอยู่ ตั้ง 2 เครื่อง แต่ไม่ยอมนำมาให้ใช้ เพราะกลัวเปลืองค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษา) 
ข้าพเจ้ากลับเข้ามาพูดคุยกับคนโน้นคนนี้ในหมู่บ้านก็ได้ทราบว่าก่อนบวชหลวงตาท่านเป็นคนขี้เมาหยำเปกินเหล้าหัวราน้ำมาตลอด ถึงขนาดขายบ้านและที่ดินเอาเงินมาซื้อเหล้ากินจนหมด ลูกหลานจึงไม่เหลียวแลพออับจนหนทางเข้า สุดท้ายจึงมาบวชอาศัยวัด เริ่มแรกท่านก็ออกบิณฑบาต แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครใส่บาตรเลยเพราะคนทั้งหมู่บ้านต่างก็รู้กำพืดของท่านทั้งนั้นสุดท้ายจึงจำใจไม่ออกบิณฑบาต ระยะนี้ญาติที่ทำหน้าที่ดูแลสุวรรณาภา จึงได้นิมนต์ท่านจากวัดท่าหนองเข้าไปอยู่ประจำข้างใน
 
ข้าพเจ้า ก็สืบเสาะหาข้อมูลว่าญาติของหลวงตาที่ดูแลสุวรรณาภานั้นคือใคร ก็ได้ทราบว่าชาวบ้านต่างก็รู้กันดีอีกนั้นแหล่ะว่าญาติคนดังกล่าวนั้นเป็นคนที่ทำหน้าที่เข้าไปจัดการและโกงกินเงินของวัดท่าหนองมาหลายปีแล้วจนกระทั่งปัจจุบันนี้ก็ยังทำอยู่ ไม่รู้ทำไมพวกสุวรรณโคมคำยุคปัจจุบันจึงให้คนพวกนี้เข้ามาควบคุมสุวรรณาภา
 
ส่วนเรื่องควายนั่นก็อีกชาวบ้านต่างก็รู้กันดีว่าเป็นควายของลูกหลานหลวงตาที่ฝากให้เลี้ยงเอาไว้สำหรับไว้ใช้ชักลากไม้เถื่อนบนภูเขา(สมัยก่อนซุงท่อนใหญ่ต้องใช้ช้างชักลาก ปัจจุบันซุงท่อนเล็กใช้ควาย
 2 ตัวลากก็พอ) เดิมทีควายคู่นี้อยู่ในหมู่บ้านเวลาจะชักลากไม้ก็ต้องเอาควายเดินเข้าเดินออกหมู่บ้าน เป็นระยะทางไกลทำให้ปกปิดยาก พอเอาให้หลวงตามาหลบเลี้ยงไว้ในธรรมสถานซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเชิงเขาอยู่แล้วก็นำไปนำกลับได้โดยสะดวก ไม่ค่อยมีใครพบเห็น ซึ่งตอนที่ข้าพเจ้าเข้าไปธรรมสถานก็สังเกตเห็นว่า มีชายฉกรรจ์มาหลบนอนกลางวันในธรรมสถานเป็นครั้งคราว ก็นึกฉงนใจอยู่ว่าเป็นใคร มาทำอะไร เลยถึงบางอ้อ 
ข้าพเจ้าเดินดูโดยรอบสุวรรณาภาก็เห็นแต่ความสกปรกรกร้างไร้การดูแลหญ้าสูงท่วมเข่าท่วมเอว บางแห่งสูงท่วมหัวท่วมตัวก็มีมาก ที่สูงกว่ามือเอื้อมก็ยังมี ต้นปีบที่บริจาคเงินซื้อไปปลูกก็มีเถาวัลย์พันเกือบถึงยอด แสดงว่าไม่มีใครใส่ใจดูแลเลยเป็นเวลานาน ส่วนสวนสมุนไพรที่ช่วยกันบริจาคเงินซื้อไปปลูก ไว้ ตอนนี้ก็รกร้างอย่างหนักจนมองไม่ออกเลยว่าเป็นสวนสมุนไพรหรือป่าหญ้า น่าเศร้าใจจริง ๆ เมื่อไปพูดคุยกับชาวบ้านในหมู่บ้านจึงได้รู้ว่าปัจจุบันชาวบ้านต่างก็ขยะแขยงสุวรรณาภากันหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่มีใครอยากเข้ามาที่ธรรมสถานเลย เพราะเป็นแหล่งซ่องสุมหากินของคนพาลไปหมดแล้ว
 
เมื่อข้าพเจ้าไปกราบพระอาจารย์พูดคุยถึงเรื่องดังกล่าวก็ดูท่านเศร้าใจและเป็นห่วงสุวรรณาภายิ่งนัก เมื่อถามว่า ทำไมไม่เข้าไปช่วยดูแลสุวรรณาภาบ้าง?
 ก็ได้รับคำตอบว่า อาตมาก็อยากไปช่วยอยู่ แต่ทีมสุวรรณโคมคำปัจจุบันเขาปลดอาตมา แล้วก็สั่งห้ามไม่ให้อาตมาเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยประการใดๆกับธรรมสถาน มิฉะนั้น จะแจ้งข้อหาบุกรุก อาตมาจึงจนใจที่จะช่วยเหลืออะไรได้ 
ปัจจุบันชาวบ้านต่างก็รังเกียจสุวรรณาภากันหมดแล้วและเสียชื่อเสียงไปถึงสุวรรณโคมคำโดยรวมเป็นอย่างมากด้วย อาตมาทำได้เพียงมาตั้งที่พักสงฆ์เพื่อดำรงรักษากิจสงฆ์ตลอดจนเผยแผ่ธรรมและสงเคราะห์ผู้คนตามแนวทางแห่งสุวรรณโคมคำเพื่อถนอมศรัทธาของผู้คนไม่ให้สูญสิ้นไปจากชุมชนและจากหุบเขาบูรพาจารย์อันศักดิ์แห่งนี้โดยมุ่งบำเพ็ญกัมมัฏฐานอุทิศบุญเพื่อหวังให้เหล่าศิษย์สุวรรณโคมคำ
 
ตาสว่างรับรู้ถึงความจริงและกลับมาสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันอีกครั้ง
 
แต่ว่าจะทันการหรือไม่ เพราะท่านห่วงว่าสุวรรณาภาอยู่ในเขตสปก. มีแผนงานและระยะเวลาที่มูลนิธิสุวรรณโคมคำได้ยื่นโครงการเพื่อขออนุญาตใช้ที่ดินจากสปก.ไว้ตามกรอบที่ราชการกำหนด ถ้าหากมูลนิธิฯทำไม่ได้ตามนั้น ราชการสามารถเข้ามาตรวจสอบและยึดคืนได้ พระอาจารย์และเหล่าศิษย์ในอดีตสู้อุตสาห์พากเพียรอย่างยากลำบากเพื่อพลิกฟื้นผืนหญ้าป่ารกเปลี่ยนแปลงให้เป็นธรรมสถานตามโครงการที่กำหนดได้ทุกปี จนราชการยอมรับและอนุญาตอย่างเป็นทางการแล้วเพื่อใช้เป็นแผ่นดินของชาวสุวรรณโคมคำและชาวพุทธทั้งปวงสืบไป
 
แต่บัดนี้พวกเขาไม่ใส่ใจทุ่มเทเสียสละใดๆเพื่อสุวรรณภาและไม่ใส่ใจทำตามโครงการที่กำหนดไว้เลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ท่านบอกว่าไปอ่านดูโครงการสุวรรณาภานี้ได้ เอกสารโครงการที่ถ่ายแจกไว้ให้อ่านกันก็มีอยู่ ที่ตึกสุวรรณโคมคำตรงหลังตลาดรุ่งเจริญก็มี(ซึ่งท่านพูดเนื้อหาโครงการในเล่มดังกล่าวให้ฟังด้วยเพราะท่านจำได้ขึ้นใจและเร่งทำตามโครงการนั้นด้วยดีเสมอมา)
 
ซึ่งท่านสรุปว่า ถ้าว่าโดยย่อแล้ว สปก.อนุญาตให้ใช้พื้นที่เพื่อดำเนินการปลูกสมุนไพรโดยวิธีธรรมชาติและใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งถ้าแบ่งย่อยแล้วจะได้เป็น
 3 ประเด็น คือ 
-
 ปลูกพืชสมุนไพร 
-
 ทำการเกษตรอินทรีย์ 
-
 ปฏิบัติและเผยแผ่ธรรม 
ข้าพเจ้าจึงคอยสังเกตและเข้าไปตรวจดูที่สุวรรณาภาอีกครั้ง ก็ได้พบว่าไม่มีการสนใจดูแลหรือปลูกสมุนไพรเพิ่มเติมแต่อย่างใด รวมทั้งไม่มีการทำหรือใช้สารอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแต่อย่างใดกับพืชเกษตรต่างๆแต่อย่างใด(อย่าว่าแต่ใส่ปุ๋ย รดน้ำ พรวนดิน ฯลฯ เลย ยังปล่อยทิ้งให้หญ้าสูงท่วมต้นพืชเกษตรด้วยซ้ำ) รวมถึงไม่มีการทำกิจสงฆ์ เช่น บิณฑบาต
 ,สวดมนต์ทำวัตร,เผยแผ่ธรรม,สอนกัมมัฏฐาน,ใช้วิชาสุวรรณโคมคำสั่งสอนคน ฯลฯ 
อีกทั้งไม่มีการดูแลรักษาพื้นที่รวมถึงสิ่งปลูกสร้างใดๆ ขาดการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์สิ่งปลูกสร้างทั้งหลาย เช่น หญ้ารกไปทั่ว
 ,ท่อน้ำแตก,น้ำไม่ไหล,สิ่งของเครื่องใช้ถูกทิ้งขว้างเกลื่อนกลาด,กุฏิและศาลาสกปรกมาก ฯลฯ (ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่ามีการก่อสร้างสิ่งใดเพิ่มเติมขึ้นมาบ้างหรือไม่ ตอบได้ว่า ไม่มีเลย ) 
ซึ่งผิดกับสมัยเมื่อพระอาจารย์บริหารดูแลอยู่นั้น สุวรรณาภามีการก่อสร้างพัฒนาตลอด มีความก้าวหน้าเพิ่มเติมทุกด้าน ทุกครั้งที่ข้าพเจ้ามาเยี่ยมเยือนสุวรรณาภา ก็จะได้เห็นสิ่งแปลกตาในทางที่ดีเพิ่มขึ้นเสมอและมีกิจกรรมปฏิบัติธรรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาในรูปแบบต่างๆ มากมายไม่ได้หยุดหย่อน พวกเราชาวสุวรรณโคมคำแม้ต้องเหน็ดเหนื่อยมากมายกับกิจกรรมและการก่อสร้างรวมถึงหาทุนต่างๆมาสนับสนุนแต่พวกเราก็ชื่นใจหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งทุกครั้ง ที่ได้เห็นผลงานความสำเร็จ
 
ข้าพเจ้าก็เพิ่งมารู้เดี๋ยวนี้เองว่า ที่ท่านต้องทำสิ่งต่างๆมิได้หยุดหย่อนอย่างนั้นก็เพื่อให้เป็นไปตามโครงการ
 9 ปี ที่ยื่นไว้กับสปก. เพื่อให้ชาวสุวรรณโคมคำทั้งปวงมีผืนดินอันเป็นสำนักของชาวสุวรรณโคมคำเองและเป็นความยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลานของชาวสุวรรณโคมคำในดินแดนบูรพาจารย์อันเป็นอุดมมงคลที่หาได้ยากยิ่งนี้นั่นเอง 
แต่ในบัดนี้พวกสุวรรณโคมคำปัจจุบัน ไม่ได้ใส่ใจแผนงานโครงการใดๆที่เขียนไว้เลย อ้างแต่ว่าสุวรรณาภารุ่งเรืองดีมีพระอาวุโสทรงคุณธรรม และอบต.ใจบุญ ช่วยกันดูแลอยู่ อย่างสะอาดสะอ้านเรียบร้อยน่าชื่นใจดี พวกเขากลุ่มเล็กๆไปเปิดศาลาเพียงชั่วครู่แล้วเอารถไปรับย่ายิ้มและเจ้าอาวาสวัดท่าหนองมาสร้างภาพ(ถ่ายรูป)การถวายเทียนจำนำพรรษามาโชว์เพื่อหลอกศิษย์สุวรรณโคมคำที่อยู่ในกทม.ที่ไม่ได้มีโอกาสไปรู้ไปเห็นความเป็นจริงในสุวรรณาภาและในหมู่บ้าน แถมยังกลับมาปล่อยข่าวบิดเบือนว่าย่ายิ้มไม่ยอมลงมาปฏิบัติธรรมที่สุวรรณาภาเหมือนเคยเพราะพระอาจารย์คส่งคนไปขู่ฆ่าไม่ให้ย่ายิ้มลงมาสุวรรณาภา
 
เพื่อไขข้อข้องใจนั้น ข้าพเจ้าจึงดั้นด้นขึ้นไปคุยกับย่ายิ้มด้วยตัวเอง ย่ายิ้มท่านบอกว่า ก็บอกทีมถวายเทียนไปแล้วว่า
 จะให้ย่ามาถือศีล 8 อยู่ในสุวรรณาภาคนเดียวมันช่างวังเวงเหลือเกินย่าไม่มาหรอก สุวรรณาภาก็รกร้างเปล่าเปลี่ยวมันไม่เหมือนเดิมเลย แถมไม่มีกิจกรรมอะไรอีกด้วย ให้มานั่งเฉยๆ ย่าไม่มาหรอก ย่ากลัวผีหลอกเอา” (ทั้งที่ทีมถวายเทียนก็พยายามเกลี่ยกล่อมสารพัด แต่ก็ไม่สำเร็จ ) แล้วยังมากลบเกลื่อนความบกพร่องของตนด้วยการป้ายความผิดให้พระอาจารย์อีก อย่างนี้จะใช้ได้หรือ 
ที่สำคัญ ถ้าราชการเข้ามาตรวจยึดสุวรรณภากลับคืนไปเป็นของสปก.ตามเดิม แล้วความเสียสละเวลา ทุนรอน เรี่ยวแรง สติปัญญา ฯลฯ ของชาวสุวรรณโคมคำทั้งปวง มิสูญเปล่าไปหมดหรือ แถมยังเป็นแผ่นดินบูรพาจารย์และเป็นแผ่นดินผืนเดียวที่ชาวสุวรรณโคมคำเรามีอยู่เสียด้วย แล้วพวกเราจะทำอย่างไรกันดีจึงจะไม่เกิดเหตุการณ์ เช่นว่านี้ขึ้น
 
และที่กรรมการชุดปัจจุบันอ้างว่าพวกเขาต้องช่วยกันขจัดคนชั่วของสุวรรณโคมคำ(คือ พระอาจารย์)และเข้ามาบริหารเองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของสุวรรณโคมคำและสุวรรณาภาไว้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือ และพวกเขาทำเพื่อสุวรรณโคมคำทั้งปวงจริงหรือไม่
 ? หรือเป็นข้ออ้างอันสวยหรูเพื่อปกปิดอกุศลกรรมใดๆของตนและพวกพ้องในช่วงที่ผ่านมา โดยใช้วิธีป้ายความผิดไปที่คนดีที่ไม่ชอบมีปากมีเสียงสักคนหนึ่งให้เป็นแพะรับบาปแทนพวกตนหรือไม่ ? 
ชาวสุวรรณโคมคำ จะทำอย่างไรกันดี !






ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น